วันนี้อาจจะไม่ดีแต่พรุ่งนีมันจะดีแน่

วันพฤหัสบดีที่ 15 มกราคม พ.ศ. 2558

 บทที่ 4. ระบบเครือข่ายและการสื่อสาร

1. บทบาทของการสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์
                การติดต่อสื่อสารเป็นการพูดคุยหรือส่งข่าวสารกันของมนุษย์ ซึ่งเป็นการแสดงออกด้วยท่าทาง การใช้ภาษาพูดหรือผ่านทางตัวอักษร โดยส่วนใหญ่เป็นการสื่อสารในระยะใกล้ ต่อมาเมื่อเทคโนโลยีก้าวหน้าขึ้นมีการพัฒนาอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์สำหรับใช้ในการสื่อสาร ทำให้สามารถสื่อสารได้ในระยะไกลและสะดวดรวดเร็วมากขึ้น เช่น โทรเลข โทรศัพท์ และการสื่อสาร
              สำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างเครื่องคอมพิวเตอร์หลายเครื่องในเวลาเดียวกันที่เรียกว่า    ระบบเครือข่าย (network system) มีการพัฒนาให้ดีขึ้นเป็นลำดับ จากในอดีตการใช้งานคอมพิวเตอร์จะเป็นคอมพิวเตอร์ที่มีขนาดใหญ่ เช่น เมนเฟรม การใช้งานจะมีการเชื่อมต่อไปยังเครื่องปลายทางหรือเทอร์มินัล (terminal) หลายเครื่อง ซึ่งถือว่าเป็นการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์กับเทอร์มินัลในยุคแรก
                 ต่อมาเมื่อมีการพัฒนาไมโครคอมพิวเตอร์หรือพีซี ซึ่งมีขีดความสามารถในด้านความเร็วการทำงานสูงขึ้น และมีราคาต่ำลงมากเมื่อเทียบกับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ ทำให้การใช้งานแพร่หลายมากยิ่งขึ้น และมีความต้องการที่จะเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เหล่านั้นเข้าด้วยกัน นอกเหนือจากการเชื่อมต่อเทอร์มินัลเข้ากับคอมพิวเตอร์ขนาดใหญ่ และได้มีการกำหนดมาตรฐานกลางที่ใช้ในการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์ที่มาจากผู้ผลิตต่างกัน ใช้สามารถติดต่อถึงกันได้ เกิดจากใช้งานระบบเครือข่ายที่ช่วยเพิ่มขีดความสามารถในการทำงาน เช่น การโอนย้ายข้อมูลระหว่างกัน หรือการใช้ทรัพยากรร่วมกัน ทำให้เกิดความสะดวก และรวดเร็วในการใช้งานมากขึ้น

               การสื่อสารข้อมูลและเครือข่ายคอมพิวเตอร์ ก่อให้เกิดประโยชน์ดังนี้
1. ความสะดวกในการแบ่งปันข้อมูล
2. ความถูกต้องของข้อมูล
3. ความเร็วของการรับส่งข้อมูล
4. การประหยัดค่าใช้จ่ายในการสื่อสารข้อมูล
5. ความสะดวกในการแบ่งปันทรัพยากร
6. ความสะดวกในการประสานงาน
7. ขยายบริการขององค์กร
8. การสร้างบริการรูปแบบใหม่บนเครือข่าย

2. การสื่อสารข้อมูล
การสื่อสารข้อมูล หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูล/ข่างสารโดยผ่านทางสื่อกลางในการสื่อสาร ซึ่งอาจเป็นสื่อกลางประเภทที่มีสายหรือไร้สายก็ได้ องค์ประกอบพื้นฐานของระบบสื่อสารข้อมูล ประกอบด้วย
1. ข้อมูล/ข่าวสาร (data/message)    คือ ข้อมูลหรือสารสนเทศต่างๆ ที่ต้องการส่งไปยังผู้รับโดยข้อมูล/ข่าวสารอาจประกอบด้วยข้อความ ตัวเลข รูปภาพ เสียง วีดิทัศน์ หรือสื่อผสม
2. ผู้ส่ง (Sender) คือ คนหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับส่งข้อมูล/ข่าวสาร ซึ้งอาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ กล้องวีดิทัศน์ เป็นต้น
3. ผู้รับ (Receiver) คือ คนหรืออุปกรณ์ที่ใช้สำหรับรับข้อมูล/ข่าวสารที่ทางผู้ส่งข้อมูลส่งให้ ซึ้งอาจเป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ โทรศัพท์ เป็นต้น
4. สื่อกลางในการรับส่งข้อมูล (Transmission Media) คือ สิ่งที่ทำหน้าที่ในการรับส่งข้อมูล/ข่าวสารไปยังจุดหมายปลายทาง โดยสื่อกลางในการส่งข้อมูลจะมีทั้งแบบสาย เช่น สายเคเบิล สายยูทีพี สายไฟเบอร์ออพติก และสื่อกลางในการส่งข้อมูลแบบไร้สาย เช่น คลื่นวิทยุ ไมโครเวฟและดาวเทียม
5. โพรโทคอล (Protocol)  คือ กฎเกณฑ์ ระเบียบ หรือข้อปฏิบัติต่างๆ ที่กำหนดขึ้นมาเพื่อเป็นข้อตกลงในการสื่อสารข้อมูลระหว่างผู้รับและผู้ส่ง



2.1 สัญญาณที่ใช้ในระบบสื่อสาร แบ่งออกเป็น2ประเภทคือ สัญญาณแอนะล็อก (analog signal)และสัญญาณดิจิทัล (digital signal) สัญญาณแอนะล็อกเป็นสัญญาณที่มีขนาดแอมพริจูด (amplitude) ที่เปลี่ยนแปลงตามเวลาและเป็นค่าต่อเนื่อง เช่น เสียงพูด และเสียงดนตรี ส่วนสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณที่ไม่มีความต่อเนื่องที่เรียกว่า ดีสครีต (Discrete) สัญญาณดิจิทัลถูกแทนด้วยระดับแรงดันไฟฟ้าสองระดับเท่านั้นโดยแสดงสถานะเป็น “0” และ “1”ซึ้งตรงกับรหัสตัวเลขฐานสอง

2.2 การถ่ายโอนข้อมูล เป็นการส่งสัญญาณออกจากอุปกรณ์ส่ง ไปยังอุปกรณ์รับ โดยจำแนกได้ 2 แบบ คือ
1) การถ่ายโอนข้อมูลแบบขนาน ทำได้โดยการส่งข้อมูลออกมาทีละหลายบิตพร้อมกันจากอุปกรณ์รับ ผ่านสื่อกลางนำสัญญาณที่มีช่องทางส่งข้อมูลหลายช่องทาง โดยทั่วไปจะเป็นสายนำสัญญาณหลายๆเส้นที่มีจำนวนสายส่งสัญญาณเท่ากับจำนวนบิตที่ต้องการส่งในแต่ละครั้ง นอกจากการส่งข้อมูลหลักที่ต้องการแล้ว อาจมีการส่งข้อมูลอื่นเพิ่มเติมไปด้วย เช่น บิตพาริตี (Parity Bit) ใช่ในการตรวจสอบความผิดพลาดของการรับสัญญาณที่ปลายทาง หรือสายที่ควบคุมการตอบโต้ เพื่อควบคุมจังหวะการรับ-ส่งข้อมูลแต่ละชุด
2) การถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ในการถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรม ข้อมูลจะถูกส่งออกมาทีละบิต ระหว่างจุดรับและจุดส่ง ถ่ายโอนข้อมูลแบบอนุกรมต้องการสื่อกลางสำหรับการสื่อสารเพียงช่องเดียวหรือเพียงคู่สายเดียว ค่าใช้จ่ายในด้านของสายสัญญาณจะถูกกว่าแบบขนานสำหรับการส่งระยะทางไกลๆ

2.3 รูปแบบการรับ-ส่งข้อมูล ไม่ว่าจะเป็นการรับ-ส่งข้อมูลแบบขนานและอนุกรมสามารถแบ่งได้เป็น 3 แบบดังนี้
                1) การสื่อสารทางเดียว (Simplex Transmission) ข้อมูลสามารถส่งได้ทางเดียวโดยแต่ละฝ่ายจะทำหน้าที่อย่างใดอย่างหนึ่ง เช่น เป็นผู้รับและผู้ส่ง บางครั้งเรียกการสื่อสารแบบนี้ว่าการส่งทิศทางเดียว (Unidirectional Transmission) เช่น การกระจายเสียงของสถานีโทรทัศน์หรืสถานีวิทยุ
                2) การสื่อสารสองทางครึ่งอัตรา (Half duplex Transmission) สามารถส่งข้อมูลได้ทั้งสองฝ่าย แต่จะต้องผลัดกันส่งผลัดกันรับ จะส่งและรับพร้อมกันไม่ได้ เช่น วิทยุสื่อสาร (Walkie-Talkie Radio)
                3) การสื่อสารสองทางเต็มอัตรา (Full duplex Transmission) สามารถส่งข้อมูลได้สองทางโดยที่ผู้รับและผู้ส่งสามารถรับข้อมูลได้ในเวลาเดียวกัน เช่น การสนทนาทางโทรศัพท์

3. สื่อกลางในการสื่อสารข้อมูล
                การสื่อสารทุกชนิดต้องอาศัยสื่อกลางในการส่งผ่านข้อมูลเพื่อนำข้อมูลไปยังจุดหมายปลายทาง เช่น การคุยโทรศัพท์อาศัยสายโทรศัพท์เป็นสื่อกลางในการส่งสัญญาณคลื่นเสียงไปยังผู้รับเป็นต้นสำหรับการติดต่อสื่อสารระหว่างคอมพิวเตอร์อาจใช้สายเชื่อมต่อผ่านอุปกรณ์เชื่อมต่อหรืออาจใช้อุปกรณ์เชื่อมต่อแบบไร้สายเป็นสื่อกลางในการเชื่อมต่อก็ได้สื่อกลางในการสื่อสารมีความสำคัญเพราะเป็นปัจจัยหนึ่งที่กำหนดประสิทธิภาพในการสื่อสาร เช่น ความเร็ว ในการส่งข้อมูล ปริมาณของข้อมูล ที่สามารถนำไปได้ในหนึ่งหน่วยเวลา รวมถึงคุณภาพของการส่งข้อมูล เราจะกล่าวถึงสื่อกลางในการสื่อสารทั้งในแบบใช้สายและแบบไร้สายดังนี้
                3.1 สื่อกลางแบบใช้สาย
                1) สายคู่บิดเกลียว (Twisted Pair Cable) สายนำสัญญาณแบบแต่ละค่สายที่เป็นสายทองแดงจะถูกพันบิดเป็นเกลียว เพื่อลดการรบกวนของคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าจากคู่สายข้างเคียงภายในสายเดียวกัน ทำให้สามารถส่งข้อมูลด้วยความเร็วสูงสายคู่บิดเกลียวมี2ชนิด คือ
                         - สายคู่บิดเกลียวแบบไม่ป้องกันสัญญาณรบกวน
                         - สายคู่บิดเกลียวแบบป้องกันสัญญาณรบกวน


                2) สายโคแอกซ์ (Coaxial Cable) เป็นสายที่เรารู้จักกันดี โดยใช้กับเสาอากาศที่นำสัญญาณมาให้ทีวี

                3) สายไฟเบอร์ออพติก(Fiber-Optic Cable) ประกอบด้วยกลุ่มของเส้นใยทำจากแก้วหรือพลาสติกที่มีขนาดเล็กประมาณเส้นผม

                3.2 สายสื่อกลางแบบไร้สาย การสื่อสารแบบไร้สายอาศัยคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าเป็นสื่อกลางนำสัญญาณ ซึ่งคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าที่สามารถนำมาใช้ในการสื่อสารหลายชนิด แบ่งตามช่วงความถี่ที่แตกต่างกัน เนื่องมีความคล่องตัวสูงและสะดวกสบาย มีดังนี้


                1) อินฟราเรด สื่อกลางประเภทนี้มักใช้การสื่อสารข้อมูลที่ไม่มีสิ่งกีดขวางระหว่างตัวส่งและตัวรับสัญญาณ
                2) ไมโครเวฟ เป็นสื่อกลางในการสื่อสารที่มีความเร็วสูง ใช้สำหรับการเชื่อมต่อระยะไกล โดยการส่งสัญญาณคลื่นแม่เหล็กไฟฟ้าไปในอาการพร้อมกับข้อมูลที่ต้องการส่ง
                    3) คลื่นวิทยุ เป็นสื่อกลางที่ใช้ส่งข้อมูลไปในอากาศ สามารถส่งในระยะใกล้และไกล
                4) ดาวเทียมสื่อสาร พัฒนาขึ้นมาเพื่อหลีกเลี่ยงข้อจำกัดของสถานีรับส่งไมโครเวฟบนผิวโลก

4. เครือข่ายคอมพิวเตอร์
                เครือข่ายคอมพิวเตอร์ (Computer Network) เป็นการเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่อพ่วงเข้ากันเพื่อให้สามารถใช้ข้อมูลและทรัพยากรร่วมกัน
                เครือข่ายคอมพิวเตอร์สามารถแบ่งออกเป็นประเภทตามพื้นที่ที่ครอบคลุมการใช้งานเครือข่าย ดังนี้
1. เครือข่ายส่วนบุคคล หรือแพน (Personal Area Network : PAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ส่วนบุคคล
2. เครือข่ายเฉพาะที่หรือแลน (Local  Area Network : LAN)  เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยง
คอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ต่างๆ ที่อยู่ในพื้นที่เดียวกันหรือใกล้กัน
3. เครือข่ายนครหลวงหรือแมน (Metropolitan  Area Network : MAN)  เป็นเครือข่ายที่ใช้ใน
การเชื่อมโยงแลนที่ไกลออกไป
4. เครือข่ายวงกว้างหรือแวน (Wide Area Network : WAN) เป็นเครือข่ายที่ใช้ในการเชื่อมโยง
กับเครือข่ายอื่นที่อยู่ไกลจากกัน

4.1 ลักษณะเครือข่าย ในการใช้งานเครือข่ายคอมพิวเตอร์ เพื่อใช้ทรัพยากรร่วมกันสามารถแบ่งลักษณะของเครือข่ายตามบทบาทของเครื่องคอมพิวเตอร์ในการสื่อสารได้ดังนี้
                1. เครือข่ายแบบรับหรือให้หริการ (Client-Server Network)
                2. เครือข่ายระดับเดียวกัน (Peer-to-Peer Network: P2P Network)

4.2 รูปร่างของเครือข่าย
                1. เครือข่ายแบบบัส (Bus Topology) เป็นรูปแบบที่มีเค้าโครงไม่ยุ่งยาก
                2. เครือข่ายแบบวงแหวน (Ring Topology) เป็นการเชื่อมแต่ละสถานีเข้าด้วยกัน
                3. เครือข่ายแบบดาว (Star Topology) เป็นการเชื่อมต่อสถานีในเครือข่ายโดยทุกสถานีจะต่อเข้ากับหน่วยสลับสายกลาง
                4. เครือข่ายเมช (Mesh Topology) เป็นรูปแบบการเชื่อมต่อที่มีความนิยมมากและมีประสิทธิภาพสูงเนื่องจากถ้ามีเส้นทางการเชื่อมต่อคู่ใดคู่หนึ่งขาดออกจากกัน การติดต่อสื่อสารระหว่างคู่นั้นยังสามารถติดต่อได้โดยอุปกรณ์จัดเส้นทาง () จะทำการเชื่อมต่อเส้นทางใหม่ไปยังปลายทาง

5.  โพรโทคอล
การเชื่อมต่อระหว่างคอมพิวเตอร์ และอุปกรณ์เครือข่ายที่ผลิตจากผู้ผลิตหลายรายผ่านทางระบบเครือข่ายชนิดต่างๆกัน ไม่สามารถเชื่อมต่อโดยตรงกันได้ เช่น การติดต่อสื่อสารระหว่างเมนเฟรมของบริษัทไอบีแอ็ม (IBM Mainframe) ไม่สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยตรงกับเครื่องแมคอินทอชของบริษัทแอปเปิล (Apple Macintosh) ดังนั้นต้องมีการเปลี่ยนรูปแบบของข้อมูลที่ส่งและกำหนดมาตรฐานทั้งในด้านฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ เพื่อให้อุปกรณ์สามารถติดต่อสื่อสารกันได้โดยมีองค์กรกลาง เช่น IEEE , ISO และ ANSI เป็นผู้กำหนดมาตรฐานขึ้นมา
                สำหรับโพรโทคอลที่ใช้เป็นมาตรฐานในการสื่อสารแบบใช้สาย และแบบไร้สาย ที่ใช้กันอย่างแพร่หลาย เช่น
  ทีซีพี/ไอพี (Transmission Control Protocol / Internet Protocol : TCP/IP) เป็นโพรโทคอลที่ใช้ในการสื่อสารในระบบอินเทอร์เน็ต โดยมีการระบุผู้รับผู้ส่งในเครือข่ายและจัดการแบ่งข้อมูลเป็นชิ้นเล็กๆที่เรียกว่า แพ็กเก็ต (Packet) ส่งผ่านไปยังอินเทอร์เน็ตและมั่นใจได้ว่าข้อมูลที่ส่งไปนั้นจะได้รับอย่างถูกต้องครบถ้วน
  ไวไฟ (Wireless Fidelity : Wi-fi) มักถูกนำไปอ้างถึงเทคโนโลยีเครือข่ายแบบไร้สาย ตามมาตรฐาน IEEE 802.11 ซึ่งใช้คลื่นวิทยุความถี่ 2.4GHz เป็นสื่อกลางในการติดต่อสื่อสาร ไวไฟเกิดจากการรวมกลุ่มกันของผู้ผลิตอุปกรณ์ เพื่อทดสอบว่าอุปกรณ์ที่ผลิตขึ้นทำงานได้ตามมาตรฐานของ IEEE 802.11 โดยเครื่องคอมพิวเตอร์และอุปกรณ์ที่ได้รับการรับรองจากไวไฟ จะสามารถติดต่อสื่อสารถึงกันได้

6. อุปกรณ์การสื่อสาร
อุปกรณ์การสื่อสาร (Communication Devices) ทำหน้าที่รับและส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ส่งและรับข้อมูล โดยมีการส่งผ่านตัวกลางดังที่กล่าวมา
การเชื่อมต่อคอมพิวเตอร์เข้ากับเครือข่ายมีหลายแบบด้วยกัน เช่น การต่อผ่านโทรศัพท์บ้าน การต่อผ่านเคเบิลทีวี การเชื่อมต่อเครือข่ายแบบใช้สายและไร้สาย ซึ่งจำเป็นต้องมีอุปกรณ์สนับสนุนในการเชื่อมต่อในแต่ละแบบ อุปกรณ์การสื่อสารประเภทต่างๆ ที่มีใช้กันอยู่ในปัจจุบัน เช่น
1) โมเด็ม(Modem) เป็นอุปกรณ์ที่แปลงสัญญาณดิจิทัลเป็นสัญญาณแอนะล็อก และแปลง
สัญญาณแอนะล็อกเป็นดิจิทัลเพื่อให้ข้อมูลส่งผ่านสายโทรศัพท์ได้ โมเด็มแบ่งตามลักษณะการใช้งานได้ดังนี้
1.1 โมเด็มแบบหมุนโทรศัพท์ (Dial-up Modem) เป็นโมเด็มที่ใช้ต่อเข้ากับผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ตผ่านทางสายโทรศัพท์ การเชื่อมต่อใช้วิธีการหมุนโทรศัพท์
1.2      ดิจิทัลโมเด็ม (Digital Modem) เป็นโมเด็มที่ใช้รับและส่งข้อมูลผ่านสายเชื่อมสัญญาณแบบดิจิทัล  การเชื่อมต่อโมเด็มแบบนี้ผู้ใช้ไม่จำเป็นต้องหมุนโทรศัพท์ไปที่ผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต
2) การ์ดแลน (LAN care) เป็นอุปกรณ์ที่เชื่อมระหว่างคอมพิวเตอร์กับสายตัวนำสัญญาณทำให้
คอมพิวเตอร์สามารถรัยและส่งข้อมูลกับระบบเครือข่ายได้
3) ฮับ (Hub) เป็นอุปกรณ์ที่รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหรือเครื่องหลาย ๆ เครื่องเข้า
ด้วยกัน ข้อมูลที่รับส่งผ่านฮับจากเครื่องหนึ่งจะกระจายไปยังทุกสถานีที่ต่ออยู่บนฮับนั้น
4) สวิตช์ (Switch) เป็นอุปกรณ์รวมสัญญาณที่มาจากอุปกรณ์รับส่งหรือเครื่องคอมพิวเตอร์หลาย
เครื่องเช่นเดียวกับฮับ แต่มีข้อแตกต่างจากฮับ คือการรับส่งข้อมูลจากอุปกรณ์ตัวหนึ่งจะไม่กระจายไปยังทุกจุดเหมือนฮับ ทั้งนี้เพราะสวิตช์จะรับกลุ่มข้อมูลมาตรวจสอบก่อนว่าเป็นของคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์ใดแล้วนำข้อมูลนั้นส่งต่อไปยังคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์เป้าหมาย
5) อุปกรณ์จัดเส้นทาง (Router) เป็นอุปกรณ์ที่ใช้งานในการเชื่อมโยงเครือข่าย หลายเครือข่ายเข้าด้วยกัน
ดังนั้น จึงมีเส้นทางการเข้าออกของข้อมูลได้หลายเส้นทาง
6) จุดเชื่อมต่อแบบไร้สาย (Wireless Access Point) ทำหน้าที่คล้ายกับฮับของเครือข่ายแบบใช้สายเพื่อใช้สำหรับ
ติดต่อสื่อสารระหว่างอุปกรณ์แบบไร้สายโดยจะต้องใช้งานร่วมกับการ์ดแลนไร้สายที่ติดตั้งอยู่กับคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์

7. ตัวอย่างการติดตั้งแลนภายในบ้าน
การติดตั้งแลนภายในบ้านอย่างง่าย สามารถทำโดย เชื่อมต่อคอมพิวเตอร์อย่างน้อย สองเครื่องเข้าด้วยกันโดยผ่านสวิตช์และทำการปรับตั้งค่าของ โพรโทคอล การสื่อสารที่เกี่ยวข้อง เช่น ที่อยู่ของไอพีของคอมพิวเตอร์แต่ละเครื่อง จะทำให้คอมพิวเตอร์สามารถสื่อสารข้อมูลกันได้ และถ้าต้องการเชื่อมต่อแลนดังกล่าว เข้ากับอินเตอร์เน็ตจะต้องทำการเชื่อมต่อสวิตช์เข้ากับอุปกรณ์จัดเส้นทาง จากนั้นผู้ใช้งานจะสามารถเชื่อมต่ออุปกรณ์จัดเส้นทางเข้ากับอินเตอร์เน็ตได้โดยขอใช้บริการจากผู้ให้บริการอินเตอร์เน็ต


 บทที่ 5 อินเทอร์เน็ต


1. อินเทอร์เน็ต

1.1 ความหมายของอินเตอร์เน็ต อินเตอร์เน็ต (Internet)
 เป็นเครือข่ายขนาดใหญ่ที่เชื่อมต่อเครือข่ายคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลขององค์กรธุรกิจ หน่อยงานของรัฐบาล สถานศึกษา ตลอดจนเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์เหล่านี้สามารถเข้าถึงได้จากคอมพิวเตอร์หรืออุปกรณ์อื่น ๆ จากที่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นบ้าน สำนักงาน โรงเรียน ชายทะเล หรือร้านอาหารทั่วโลก
                ในปัจจุบันมีคนจากทั่วโลกนับพันล้านคนที่เข้าถึงบริการบนอินเตอร์เน็ต เช่น เวิลด์ไวด์เว็บ อีเมล์ (e-mail) พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (e-commerce) ห้องคุย (chat room)
การส่งการทันที (Instant messaging) และวอยซ์โอเวอร์ไอพีหรือวีโอไอพี

1.2 โครงสร้างพื้นฐานของอินเตอร์เน็ต
ประกอบด้วยเครือข่ายระดับท้องถิ่น ระดับภูมิภาค ระดับชาติ และระดับนานาชาติ ที่เชื่อมโยงเข้าด้วยกัน อินเตอร์เชื่อมโยงข้อมูลจากเครือข่ายคอมพิวเตอร์หนึ่งไปยังเครือข่ายอื่นด้วยความเร็วและคุณภาพที่ต่างกัน ขึ้นอยู่กับรูปแบบการสื่อสาร และสื่อที่ใช้ในการเชื่อมโยงเครือข่าย เช่น สายโทรศัพท์ สายไฟเบอร์ออพติก และคลื่นวิทยุ
                ถึงแม้ปัจจุบันพื้นที่ให้บริการอินเตอร์เน็ตทั่วโลกจะเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง อินเตอร์เน็ตก็ยังเป็นเครือข่ายสาธารณะที่ไม่มีผู้ใดเป็นเจ้าของ หน่วยงานทางของรัฐและเอกชนมีหน้าที่ในการดูแล และจัดการจราจรข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตในเฉพาะเครือข่ายที่ได้รับผิดชอบ

1.3 การเข้าถึงอินเทอร์เน็ต
            ผู้ใช้ที่เป็นคนทำงาน นักเรียนหรือนักศึกษา มักจะเข้าถึงอินเตอร์เน็ตความเร็วสูง ขณะที่ผู้ใช้ทั่วไปใช้วิธีการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตโดยใช้โมเด็มผ่านสายโทรศัพท์ ที่ซึ่งเป็นอินเตอร์เน็ตในความเร็วต่ำ หรือเชื่อมต่อจากบรอดแบนด์อินเตอร์เน็ต (broadband internet connection) เช่น เอดีเอสแอล (Asymmetric Digital Line: ADSL) เคเบิลโมเด็มที่เชื่อมต่อกับเครือข่ายเคเบิลทีวี  หรือเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตแบบไร้สาย เช่น ไวไฟ หรืออินเตอร์เน็ตผ่านดาวเทียม
สถานที่สาธารณะหลายแห่ง เช่น โรงเรียน มหาวิทยาลัย สนามบิน ห้างสรรพสินค้า โรงแรม มักจะมีบริการอินเตอร์เน็ตมีสายและไร้สาย เพื่อให้ผู้ใช้อุปกรณ์ และ พกพาสามารถเข้าถึงอินเตอร์เน็ตได้สะดวก
ผู้ใช้บริการอินเตอร์เน็ต หรือ ไอเอสพี (Internet Service Provider : ISP) ให้บริการการเชื่อมต่อเข้าสู่อินเตอร์เน็ตสำหรับผู้ใช้ โดยอาจคิดค่าบริการเป็นรายเดือน  บริษัทที่ให้บริการอินเตอร์เน็ต ในประเทศไทย  เช่น ทีโอที ซีเอส ล็อกช์อินโฟ กสท. โทรคมนาคม ทีทีแอนด์ที และ สามารถเทลคอม นอกจากนี้ ไอเอสพี ยังให้บริการเสริมอื่น เช่น อีเมล เว็บเพจ  พื้นที่จัดเก็บข้อมูล หรือโทรศัพท์ระหว่างประเทศ ตัวอย่างการเข้าสู่บริการอินเตอร์เน็ตโดยผ่านผู้ให้บริการ

1.4 การติดต่อสื่อสารบนอินเตอร์เน็ต 
            คอมพิวเตอร์ที่ติดต่อสื่อสารระหว่างกันบนอินเทอร์เน็ต มีคุณลักษณะที่แตกต่างกัน เช่น ประเภทของคอมพิวเตอร์ ซีพียู หรือระบบปฏิบัติการนอกจากนี้รูปแบบการเชื่อมโยงเครือข่ายคอมพิวเตอร์ที่เข้าสู่อินเทอร์เน็ตไม่จะเป็นแลนหรือแวนก็อาจมีรูปแบบที่แตกต่างกัน การที่อินเทอร์เน็ตสามารถเชื่อมโยงคอมพิวเตอร์ที่มีความแตกต่างกันให้สามารถทำงานร่วมกันได้ เนื่องจากใช้โพรโทคอลเดียวกันในกันสื่อสารที่เรียกว่า ทีซีพี/ไอที(Transmission Control Protocol/Internet Protocol: TCP/IP )

เลขที่อยู่ไอพี
 เครื่องคอมพิวเตอร์ที่เชื่อมโยงกันอยู่บนอินเทอร์เน็ต จะมีหลายเลขอ้างอิงในการติดต่อสื่อสารเรียกว่า เลขที่อยู่ไอพีแอดเดรส (IP address) ซึ่งจะต้องไม่ซ้ำกันเลย โดยไอพีแอดเดรสประกอบด้วยเลข 4 ชุด ซึ่งแยกกันด้วยเครื่องหมายจุด เช่น 202.29.77.155 ซึ่งเป็นไอพีแอดเดรสของเว็บไซต์สถานบันส่งเสริมการสอนวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี (สสวท.)
ระบบชื่อโดเมน
                เนื่องจากเลขที่อยู่ไอพีอยู่รูปแบบของชุดตัวเลขซึ่งยากต่อการจดจำและอ้างอิงระหว่างในการใช้งานดังนั้นจึงกำหนดให้มีระบบชื่อโดเมน (Domain Name System: DNS)ซึ่งแปลงเลขที่อยู่ไอพีให้เป็นชื่อโดเมนที่อยู่ในรูปแบบของชื่อย่อภาษาอังกฤษหลายส่วนคั่นด้วยเครื่องหมายจุด เช่น www.ipst.ac.th ผู้ใช้สามารถจดทะเบียนชื่อโดเมนสำหรับคอมพิวเตอร์ของตนผ่านผู้ให้บริการจดทะเบียนชื่อโดเมนที่ได้รับอนุญาต ตัวอย่างระบบชื่อโดเมน

2. เวิลด์ไวด์เว็บ
            เวิลด์ไวด์เว็บ (world wide web) หรือเรียกสั้นๆ ว่า เว็บ เป็นการให้บริการข้อมูลแบบไฮเปอร์เท็กซ์ (hypertext) ที่ประกอบไปด้วยเอกสารจำนวนมากที่มีการเชื่อมโยงกัน ซึ่งเป็นแหล่งข้อมูลขนาดใหญ่ที่ผู่ใช้อินเตอร์เน็ตสามารถเข้าถึงโพรโทคอลที่เรียกว่าเอชทีทีพี (Hypertext Transfer Protocol: HTTP) นอกจากนี้เวิลด์ไวด์เว็บคอนเซอร์เทียม ได้นิยามคำว่า เว็บ คือ จักรวาลของสารสนเทศที่สามารถเข้าถึงได้ผ่านเครือข่าย และทำให้เกิดองค์ความรู้แกมนุษยชาติ สำหรับคำที่เกี่ยวข้องกับเวิลด์ไวด์เว็บที่ควรทราบ เช่น  เว็บเพจ (web page) เป็นหน้าเอกสารที่เขียนขึ้นในรูปแบบภาษาเอชทีเอ็มแอล (Hypertext markup language: HTML) ซึ่งสามารถเชื่อมโยงไปยังเอกสารหน้าอื่นได้ โดยเรียกดูผ่านเว็บเบราว์เซอร์
  เว็บไซต์ (web site) เป็นกลุ่มของเว็บเพจที่มีความเกี่ยวข้องกัน ปละอยู่ภายใต้ชื่อ โดเมนเดียวกัน
  เว็บเซิร์ฟเวอร์ (web server) เป็นเครื่องคอมพิวเตอร์ที่ให้บริการเว็บเพจ เมื่อผู้ใช้ร้องขอเว็บเพจผ่านเว็บเบราว์เซอร์ โดยใช้ยูอาร์แอล (Uniform Resource Locator : URL ) ระบุตำแหน่งของเว็บเพจ เว็บเซิร์ฟเวอร์จะว่งเว็บเพจที่ค้นหาได้กลับไปแสดงผลผ่านเว็บเบารว์เซอร์ของผู้ใช้

2.1 การเรียกดูเว็บ เว็บเบราว์เซอร์ (Web browser)
เป็นโปรแกรมใช้สำหรับแสดงเว็บเพจ และสามารถเชื่อมโยงไปยังส่วนอื่นในเว็บเพจเดียวกันหรือเว็บเพจอื่นผ่านการเชื่อมโยงหลายมิติ หรือไฮเปอร์ลิงค์ (hyperlink) เรียกสั้นๆ ว่า ลิงค์ (link) เว็บเบราว์เซอร์ช่วยเพิ่มความน่าสนใจในการใช้งานอินเตอร์เน็ต นอกเหนือไปจากการสื่อสารหรือการแลกเปลี่ยนไฟล์ระหว่างเครือข่าย ตัวอย่างเว็บเบราว์เซอร์ เช่น Mozilla Firefox, Microsoft Internet Explorer, Apple Safari, Google Chrome และ Opera

2.2 ที่อยู่เว็บ
ในการอ้างอิงตำแหน่งของแหล่งข้อมูลบนอินเตอร์เน็ตที่ผู้ใช้ร้องขอ เช่น เว็บเพจ สามารถทำได้โดยการระบุยูอาร์แอล (Uniform Resource Locator : URL) ซึ่งมีแบบดังนี้
โพรโทคอล ใช้สำหรับระบุมาตรฐานที่ใช้ในการแลกเปลี่ยนข้อมูลผ่านเว็บ เช่น เอชทีทีพี ลและเอฟทีฟี (File transfer protocol: FTP) ในกรณีของเชอทีทีพี ส่วนใหญ่แล้วผู้ใช้สามารถจะละส่วนของโพรโทคอลนี้ได้ เนื่องจากถ้าไม่รระบุโพรโทคอล เว็บเบราว์เซอร์จะเข้าใจว่าผู้ใช้มีความประสงค์จะใช้โพรโทคอล เอชทีทีพีเพื่อเข้าถึงเว็บเพจ
ชื่อโดเมน ใช้สำหรับระบุชื่อโดเมนของเว็บเซิร์ฟเวอร์ของผู้ให้บริการข้อมูล เช่น ชื่อเมน www.ipst.ac.th
  เส้นทางเข้าถึงไฟล์ (path) ใช้สำหรับระบุตำแหน่งของไฟล์จากเว็บเซิร์ฟเวอร์
            ชื่อข้อมูล ชื่อไฟล์ที่ร้องขอ เช่น ไฟล์ไฮเปอร์เท็กซ์ ไฟล์รูปภาพ ไฟล์วีดิทัศน์ ไฟล์เสียง ในกรณีที่ยูอาร์แอลระบุเฉพาะชื่อโดเมนโดยไม่ได้ใช้ระบุเส้นทางเข้าถึงไฟล์ และ/หรือชื่อๆฟล์มีความหมายว่าให้เข้าถึงหน้าหลัก หรือโฮมเพจ (home page) ของเว็บเซิร์ฟเวอร์นั้น ซึ่งโยทั่วไปเป็นการเข้าถึงชื่อไฟล์ที่กำหนดไว้ เช่น index.html, main.phpและ default.asp

2.3 การค้นหาผ่านเว็บ
  โปรแกรมค้นหา หรือเสิร์ชเอนจิน (SEARCH ENGINES) ใช้ค้นหาสำหรับเว็บเพจที่ต้องการโดยระบุคำหลักหรือคำสำคัญ (KEYWORD) เพื่อนำไปค้นหาฐานข้อมูลขนาดใหญ่ ซึ้งรวบรวมเว็บเพจต่างๆ ผลลัพธ์ที่ได้จะเป็นรายการเว็บเพจที่ประกอบด้วยคำหลักที่ระบุ ช่วยให้เราสามารถเข้าถึงข้อมูลทุกประเภท หลากหลายรูปแบบ เพื่อการศึกษาหรือเพื่อความบันเทิงได้อย่างรวดเร็ว
โปรแกรมค้นหาสามารถให้บริการข้อหาข้อมูลตามประเภท หรือแหล่งของข้อมูล เช่น ค้นหาเฉพาะข้อมูลที่เป็นภาพ วีดิทัศน์ เสียง ข่าว แผ่นที่ หรือบล็อก โปรแกรมข้อหาแต่ละโปรแกรมอาจใช้วิธีที่แตกต่างกันในการจัดอันดับความเกี่ยวข้องของเว็บเพจกับคำหลักที่ระบุ โดยเว็บเพจที่มีความเกี่ยวข้องกับคำหลักมากที่สุดจะอยู่ในอันดับบนสุด ตัวอย่างโปรแกรมค้นหา เช่น Ask AltaVista Bing Google และ yahoo
  ตัวการดำเนินการในกานค้นหา เพื่อให้การค้นหาข้อมูลด้วยโปรแกรมค้นหาเป็นไปอย่างมี่ประสิทธิภาพ ผู้ใช้สามารถใช้ตัวดำเนินการในการค้นหา(search engine operators)ประกอบกับคำหลัก  จะช่วยให้ได้ผลลัพธ์ในการค้นหาที่ดียิ่งขึ้น

2.4 เว็บ 1.0 และเว็บ2.0
เว็บ1.0(wed 1.0)เป็นเว็บในยุดแรกเริ่มที่มีลักษณะให้ข้อมูลแบบทางเดียว ผู้ใช้ทั่วไปเข้าถึงเพจในฐานะผู้บริโภคข้อมูลและสารสนเทศตามที่ผู้สร้างได้รับรายระเอียดไว้เพียงอย่างเดียวไม่ค่อยมีการปรับปรุงให้ทันสมัย และมีรูปแบบการใช้งานได้หลากหลาย ทั้งนี้อาจเนื่องมาจากข้อจำกัดหลายประการ เช่น ความรู้ความสามรถในการใช้คอมพิวเตอร์ เทคโนโลยีระบบเครือข่ายช่องทางในการเชื่อมต่อเข้าสู้อินเตอร์เน็ต เทคโนโลยีในการพัฒนาเว็บ อีกทั้งจำนวนผู้สร้างเว็บมีอยู่เป็นจำนวนน้อย กว่าเมื่อเทียบกับจำนวนผู้เข้าถึงเว็บเพื่อบริโภคข้อมูลและสารสนเทศ
                ต่อมามีการพัฒนาเทคโนโลยีที่สนับสนุนการใช้งานบนอินเตอร์เน็ต ทำให้ผู้ใช้ทั่วไปสามารถเป็นส่วนหนึ่งของผู้ให้ข้อมูลในรูปแบบต่างๆที่ปรากฏบนเว็บเพจ เช่น การโพสต์ข้อความ  รูปภาพ  วีดิทัศน์  ความคิดเห็น  การจัดอันดับ  ด้วยความแตกต่างที่พบได้ดังนี้จริงได้มีการเรียกเว็บประเภทนี้ว่าเว็บ 2.0 (wed 2.0)
ลักษณะเด่นที่พบในเว็บ 2.0 ที่แตกต่างจากเว็บ 1.0 เช่น มีการสร้างเครือข่ายทางสังคมผ่านเว็บไซด์ มีการพัฒนาความร่วมมือแบบออนไลน์ มีการแบ่งปันข้อมูลและแลกเปลี่ยนความคิดเห็นระหว่างผู้ใช้อินเตอร์เน็ต รวมถึงมีการใช้งานอินเตอร์เน็ตผ่านโทรศัพท์เคลื่อนที่ หรืออุปกรณ์คอมพิวเตอร์แบบพกพาเพิ่มมากขึ้น

3. บริการบนอินเตอร์เน็ต
บริการอินเตอร์เน็ต เป็นบริการเพื่อตอบสนองความต้องการในด้านการสื่อสารของผู้ใช้ในรูปแบบต่างๆทั้งในระดับ บุคคล กลุ่ม และองค์กร ในปัจจุบัน มีการบริการอินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการแบ่งปันความคิด ข้อมูล สารสนเทศ รวมถึงความรู้โดยอาศัยเครื่องมือ เทคโนโลยีในการบริการต่างๆบนอินเตอร์เน็ต

3.1 ไปรษณีย์อิเล็กทรอนิกส์ หรือ อีเมล (E-maill)
บริการรับส่งจดหมายในรูปแบบอิเล็กทรอนิกส์ที่ได้รับความนิยมจากผู้ใช้ โดยสามารถส่งได้ทั้งข้อความ และไฟล์ต่างๆ ซึ่งผู้รับและผู้ส่งต้องมีที่อยู่อีเมล (E-maill Add Ress) เพื่อระบุตัวตนบนเครือข่าย เปรียบเสมือนเป็นที่อยู่ที่ใช้รับและส่งจดหมาย
มารยาทของการสื่อสารผ่านอีเมล
1. ใช้หัวเรื่องที่สรุปสาระสำคัญของเนื้อหาอีเมล
2. เขียนเนื้อหาให้มีสาระในการสื่อสารที่ชัดเจน
3. เขียนข้อความให้กระชับ ไม่เยิ่นเยื้อ เหมาะสมกับการะเทศะ และลงชื่อผู้เขียนทุกครั้ง
4. ใช้ DCC ในการระบุผู้รับเมื่อส่งข้อความถึงผู้รับจำนวนมาก เพื่อปกป้องความเป็นส่วนตัวของผู้รับที่ระบุใน DCC
5. อย่าใช้อักษรภาษาอังกฤษ ตัวพิมพ์ใหญ่ ซึ่งแสดงถึงการตะโกน หรือข่มขู่ผู้อ่าน
6. จัดระเบียบข้อความเป็นย่อหน้าเพื่อสะดวกต่อความต้องการต่อการอ่าน
7. ใช้ภาษาที่เหมาะสมและตัวสะกดที่ถูกต้อง
8. ใช้การตอบกลับ (Reply) แทนการเขียน (Compose) ข้อความใหม่
9. ใช้การตอบกลับไปยังทุกคนเมื่อจำเป็น
10. ใช้ตัวอักษรย่อหรือสัญรูปอารมณ์ที่ไม่ฟุ่มเฟือยจนเกินไป

3.2 การสื่อสารในเวลาจริง (Real Time Communication) 
เป็นการสื่อสาร ระหว่างบุคคลที่สามารถโต้ตอบกลับได้ทันทีผ่านเครือข่ายการสื่อสาร สามารถส่งเป็นข้อความภาพ ภาพเคลื่อนไหว เสียง ไปยังผู้รับ ในการสื่อสารนี้ผู้ใช้ต้องเข้าใช้ระบบในขณะเดียวกันและข้อความจะถูกส่งจากผู้ใช้หนึ่งไปยังผู้ใช้หนึ่งทุกคนในกลุ่มได้ ตัวอย่างการสื่อสารในเวลาจริง เช่น การแชท ห้องคุย และวอยซ์โอเวอร์ไอพี
แชท (Chat) เป็นการสนทนาผ่านอินเตอร์เน็ต ทั้งระหว่างบุคคล หรือ ระหว่างกลุ่มบุคคล โดยอาศัยโปรแกรมประยุกต์ เช่น windows live และ yahoo messenger ตัวอย่างโปรแกรมแชท
            ห้องคุย (Chat Room) เป็นการสนทนาผู้ใช้สามารถเลือกประเภทของหัวข้อที่สนใจซึ่งแบ่งไว้เป็นห้องต่างๆ เพื่อพูดคุยกันระหว่างบุคคลหรือเป็นกลุ่ม การสนทนารูปแบบนี้อำนวยความสะดวก เพิ่มประสิทธิภาพ และช่วยประหยัดเวลาการสื่อสารข้อความไปยังบุคคลต่างๆ โดยอาจ จะสื่อสารในรูปแบบข้อความ การแบ่งปันไฟล์ หรือ การใช้เว็บแคมควบคู่กันไประหว่างการสื่อสาร ตัวอย่างห้องคุย เช่น CHATABLANCA
             วอยซ์โอเวอร์ไอพี หรือวีโอไอพี (Voice Over IP : VoIP) ช่วยให้ผู้ใช้สามารถคุยกับผู้อื่นผ่านทางอินเทอร์เน็ต

3.3  เว็บไซต์เครื่องข่ายทางสังคม (social networking web sites)
 เป็นชุมชนออนไลน์ที่สมาชิกในชุมชนมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกัน โดยมีเป้าหมายในการเป็นจุดเชื่อมโยงระหว่างผู้ใช้ โดยอาจเชื่อมผ่านกิจกรรมอย่างใดอย่างหนึ่งที่มีผู้ใช้มีความสนใจร่วมกัน เช่น การแบ่งปันวีดีทัศน์ การเล่าสู่กันฝังถึงประสบการณ์ที่ได้รับ การแสดงความรู้สึกหรือความคิดเห็น การทำความรู้จักกัน การมีส่วนร่วมในการอภิปราย และการรวมกลุ่ม เพื่อทำกิจกรรมที่สร้างสรรค์ หรือให้ข้อมูลทั่วไป ข้อมูลเชิงวิชาการ ข้อมูลในการประกอบอาชีพ ตัวอย่างเว็บไซต์เครือข่ายทางสังคม เช่นfacebook,myspace,linkedin,hi5และ GotoKnow

3.4 บล็อก (Blog)
เป็นระบบการบันทึกข้อมูลลำดับเหตุการณ์ในแต่ละวัน ประสบการณ์ความคิดเห็นของผู้เขียนบล็อกผ่านเว็บไซต์ ในรูปแบบการนำเสนอหัวข้อ ซึ่งผู้อ่านสามารถอ่านและแสดงความคิดเห็นได้ รายการหัวข้อที่ปรากฏในบล็อกมักจะเรียงลำดับหัวข้อที่นำเสนอล่าสุดไว้ที่ส่วนบน คำว่า “บล็อก” มาจากคำว่า “เว็บล็อก” (Web log) เนื่องจากข้อมูลแต่ละหัวข้อไว้ หัวข้อข้อมูลหรือความเห็นที่ถูกนำเสนอในบล็อกอาจจัดทำโดยบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่เป็นเจ้าของบล็อก หรือบุคคลที่มีความสนใจร่วมกัน หรือมีความเชี่ยวชาญเฉพาะเหมือนกันจนเกิดชุมชนในบล็อกขึ้น ข้อมูลหรือความเห็นสามารถนำเสนอในรูปของข้อความ ภาพ หรือมัลติมีเดียได้ ตัวอย่างของบล็อก เช่น Blogger, GoogleBlogและ BLOGGANG

3.5 ไมโครบล็อก (Microblog)
เป็นบล็อกที่มีการแสดงหัวข้อและความคิดเห็นที่กระชับ กะทัดรัด ผู้ใช้ที่เป็นสมาชิกสามารถแลกหัวข้อจากบล็อกอื่นให้มาปรากฏในไมโครบล็อกของตนเอง

5.3.6 วิกิ (Wiki)
 เป็นรูปแบบการเผยแพร่ข้อมูลที่บุคคลต่างๆ ซึ่งเป็นผู้มีความรู้ ความชำนาญเฉพาะเรื่อง หรือเป็นผู้ปรับปรุงข้อมูลที่มีอยู่เดิมให้ทุกต้องและสมบูรณ์ยิ่งขึ้น รายละเอียดของข้อมูลที่เผยแพร่ก่อให้เกิดประโยชน์กับบุคคลทั่วไป องค์กรธุรกิจสามารถใช้เป็นที่รวบรวมเอกสารที่เกี่ยวกับการดำเนินการสำหรับให้บุคคลในองค์กรใช้อ้างอิงในการปฏิบัติงาน ดังนั้น วิกิ จึงเหมาะสำหรับเก็บรวบรวมรายละเอียดของเอกสารที่มีการเปลี่ยนแปลงอย่างสม่ำเสมอ

3.7 อาร์เอสเอส (Really Simple Syndication: RSS)
เป็นเทคโนโลยีที่ใช้สำหรับเผยแพร่ข้อมูลที่ถูกปรับปรุงให้ทันสมัยอยู่เป็นประจำได้แบบอัตโนมัติ โดยผู้ใช้ต้องขอรับบริการผู้ใช้ไม่ต้องเข้าไปยังเว็บไซต์ที่สนใจโดยตรง ซึ่งแต่ละเว็บไซต์อาจมีความถี่ในการปรับปรุงข้อมูลที่แตกต่างกันไปผู้ใช้สามารถรับข้อมูลที่การให้บริการเผยแพร่แบบอัตโนมัติ   ที่ปรากฏบนหน้าเว็บ แล้วคลิกที่ปุ่มสัญลักษณ์ดังกล่าวเพื่อรวบรวมข้อมูลที่ขอรับบริการไว้เป็นสัดส่วนที่สะดวกต่อการเข้าถึง
3.8 พาณิชย์อิเล็กทรอนิกส์ (Electronic commerce หรือ e-commerce)
เป็นการทำธุรกรรมซื้อขายโดยใช้เว็บไซต์เป็นสื่อในการเสนอสิ้นค่า ทำผู้เข้าใช้บริการจากทุกประเทศเข้าถึงร้านค้าได้อย่างง่ายดาย และตลอด 24 ชม.

5.4 โปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์
            ขณะใช้งานอินเตอร์เน็ตมักมีโปรแกรมที่ไม่พึงประสงค์แฝงมากับข้อมูล โปรแกรมลักษณะนี้เรียกว่า มัลแวร์ (malware) เป็นโปรแกรมที่ถูกสร้างขึ้นเพื่อทำลายระบบคอมพิวเตอร์ เช่น
  ไวรัส (Virus) ถูกสร้างขึ้นเพื่อสร้างความรำคาญให้กับผู้ใช้บริการและอาจร้ายแรงถึงขั้นทำลายระบบคอมพิวเตอร์ได้
   เวิร์ม (Worm) หรือหนอนคอมพิวเตอร์ เป็นโปรแกรมแปลกปลอมที่สามารถคัดลอกตัวเองได้แล้วส่งไปยังคอมพิวเตอร์อื่น ๆ ทันที
   ม้าโทรจัน (Trojan Horse) เป็นโปรแกรมแปลกปลอมที่ผ่านเข้าระบบคอมพิวเตอร์โดยการแอบแฝงตัวเองว่าเป็นคนอื่น
  สปายแวร์ (Spyware) เป็นโปรแกรมที่ถูกออกแบบมาให้คอยติดตามบันทึกข้อมูลส่วนบุคคลรายงานข้อมูลการใช้งานของผู้ใช้แต่ละคนบนอินเตอร์เน็ตหรือทำการปลี่ยนการตั้งค่าของโปรแกรมเบราว์เซอร์ใหม่ ซึ่งก่อให้เกิดความรำคาญและทำให้ประสิทธิภาพการทำงานช้าลง
  แอดแวร์ (Adware) เป็นโปรแกรมแอบแฝงที่เมื่อโปรแกรมได้รับการดาวน์โหลดหรือมีการติดตั้งในเครื่องคอมพิวเตอร์เรียบร้อยแล้วจะแสดงหน้าต่าง ป๊อปอัพ (Pop-up) มีการโฆษณษออกมาเป็นระยะ ๆ
  สแปม (Spam) เป็นการใช้ระบบส่งอีเมล์ในการส่งข้อความที่ไม่พึงประสงค์กับผู้ใช้เป็นจำนวนมาก สแปม ที่พบบ่อย คือการส่งข้อความโฆษณาสินค้า ผ่านระบบอีเมล์เรียกว่า เมลล์ขยะ (Junk Mail)

5. ผลกระทบการใช้งานอินเตอร์เน็ต
บริการบนอินเตอร์เน็ตมีการพัฒนาให้มีรูปแบบการใช้งานที่หลากหลาย ผู้ใช้สามารถเข้าถึงได้อย่างสะดวก และรวดเร็วสามารถใช้เป็นเครื่องมอในการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง ช่วยให้เกิดความเจริญก้าวหน้าในเชิงวิชาการ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ระหว่างกันในสังคมใหม่ที่เรียกว่า สังคมในโลกไซเบอร์
                เนื่องจากสมาชิกในโลกไซเบอร์สามารถสร้างตัวตนใหม่ที่อาจมีบุคลิก นิสัย แม้แต่อายุที่แตกต่างไปจากตัวตนที่แท้จริง ทำให้เกิดปัญหาด้านต่าง ๆ เช่น
1. ปัญหาสุขภาพและความสัมพันธ์ทางสังคม ผู้ใช้งานอินเตอร์เน็ตต่อกันเป็นเวลานานเกินไปอาจก่อให้เกิดปัญหาโรคติดอินเตอร์เน็ต
2. ปัญหาอาชาญากรรมทางอิเล็กทรอนิกส์มีผู้ใช้อินเตอร์เน็ตเป็นช่องทางในการก่ออาชาญากรรมหลายรูปแบบเช่น
  เจาะระบบรักษาความปลอดภัย ให้สามารถเข้าถึงระบบคอมพิวเตอร์ เพื่อกระทำการใด ๆ กับคอมพิวเตอร์ให้เกิดความเสียหายในเชิงธุรกิจ การบิดเบือนข้อเท็จจริง
  ขโมยข้อมูลส่วนตัว โดยช่องทางการสื่อสารหรืออินเตอร์เน็ต โดยการปลอมแปลงเป็นผู้ดูแลระบบเพื่อหลอกล่อให้เป็นเยื่อเกิดความไว้วางใจ และหลงเชื่อ
  เผยแพร่ภาพอนาจาร การเผยแพร่ภาพอนาจารต่าง ๆ โดยวิธีการที่หลากหลาย ผ่านการสร้างไฟล์ไวรัส เจาะเข้ามาในระบบคอมพิวเตอร์
3. ปัญหาล่อลวงในสังคม จาการที่ผู้ใช้อินเตอร์เน็ต สร้างตัวตนขึ้นมาในการติดต่อสนทนากับผู้อื่นเพื่อล่อลวงให้คู่สนทนาสนใจตัวตนใหม่และนัดพบเพื่อกระทำอันตรายต่าง

บัญญัติ 10 ประการในการใช้งานคอมพิวเตอร์
1. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ทำร้ายผู้อื่น
2. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์รบกวนผู้อื่น
3. ต้องไม่เปิดดูไฟล์ของผู้อื่นก่อนได้รับอนุญาต
4. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการโจรกรรมข้อมูล
 5. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์สร้างหลักฐานเท็จ
 6. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการคัดลอกหรือใช้โปรแกรมที่มีลิขสิทธิ์โดยไม่ได้รับอนุญาต
 7. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์ในการละเมิดการใช้ทรัพยากรคอมพิวเตอร์โดยที่ตนเองไม่มีสิทธิ
 8. ต้องไม่ใช้คอมพิวเตอร์เพื่อนำเอาผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตน
 9. ต้องคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดจากโปรแกรมที่ตนเองพัฒนาขึ้น
10. ต้องใช้คอมพิวเตอร์โดยเคารพกฎระเบียบกติกาและมารยาทในสังคม